แนะนำตัวเองกันสักเล็กน้อยแต่มาก

เปิดวาร์ป ผมคือใคร? ทำไมสกิลมันยำรวมมิตรขนาดนี้ (จากกรรมกรรับจ้างเขียนโค้ดทั่วราชอาณาจัก สู่โหมดนักวางแผนครองโลกด้วย AI)
4 กุมภาพันธ์ 2026เวลาอ่าน 5 นาที#life#softwareengineer#gis#devops

กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพจ และผู้ที่หลงเข้ามาอ่าน Blog นี้ทุกท่าน ถ้าคุณบังเอิญเห็นโปรไฟล์ หรือนามบัตรของผมผ่านตา แล้วเห็นลิสต์ความสามารถที่ยาวเป็นหางว่าว... ICT, Software Engineer, Full Stack, AI, GIS ยัน Policies and Plans... คุณคงมีคำถามในหัวดังขึ้นมาทันทีว่า "ไอ้เชี่ยนี่ตกลงมึงทำอะไรกันแน่ครับ?" เป็นเป็ดเหรอ? ทำได้ทุกอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง? หรือเป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมา? หรือแม่งโม้วะ?

ใจเย็นครับวัยรุ่น วันนี้ผมจะมาเปิดอกคุย (แบบไม่ใส่สูท หรือเครื่องแบบ 555) ว่าไอ้ส่วนผสมที่ดูขัดแย้งกันพวกนี้ มันมารวมอยู่ในตัวคนๆ เดียวได้ยังไง และทำไมมันถึงโคตรจำเป็น ในยุคนี้

จุดเริ่มต้นจาก กรรมกรโค้ด (The Full Stack Grunt) เมื่อย้อนกลับไป... ผมไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ หรือบุคลากรในวงการไอทีโดยกำเนิด เอาเป็นว่าจบมาไม่ตรงสายนั่นแหละ แต่ได้มีโอกาสเขียนโปรแกรมแรกเป็น PHP ให้เพื่อนๆ โหวตอะไรซักอย่าง ประกอบกับตอนนั้นมีภาพยนตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจแรกนั่นก็คือ Iron Man ภาคแรก การทำ Visual Effect ของภาคนั้นมันทำออกมาให้จิตนาการว่ามันเป็นไปได้ และการสร้างอะไรซักอย่างนึงจากคอมพิวเตอร์มันไม่เกินจริง ผมเลยเริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมเองแบบจริงจัง แต่ก็นะ Google ก็เพิ่งมี Stack Overflow ก็ไม่รู้จัก ครั้นส่งหนังสือไปถามเพื่อนหรือคนที่รู้จักว่าพอจะสอนพื้นฐาน Software กับ Hardware Architecture ให้น่อยได้มั้ย บางคนก็ไม่ตอบกลับ บางคนก็บอกว่าขายของอยู่ไม่ว่าง ก็เลยไปหาซื้อหนังสือ C Primer Plus จาก Kinokuniya แบบลดราคามาจากสองพันกว่าบาทเหลือไม่ถึงพัน พอเปิดมาอ่านหน้าสองหน้าแรกเท่านั้นแหละ น้ำตาไหล อ่านไม่ออก...

C Primer Plus

แล้วก็ได้เข้าใจอีกว่า องค์ความรู้ดีๆ ตอนนั้นส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ เลยพิมพ์ตามตัวอย่าง เปิดคำแปลไปอ่านไปเรื่อยๆ จนครบทั้งเล่ม และเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Memory ไปโดยปริยาย จากนั้นเริ่มรับงานจากการเป็น Software Engineer สาย Full Stack Developer ชีวิตวนลูปอยู่กับการตื่นมาเจอหน้าจอสีดำๆ พิมพ์ภาษาต่างดาว ก้มหน้าก้มตาแก้บั๊กที่ตัวเองไม่ได้ก่อ (และบางทีก็ก่อเอง) จนตีสามตีสี่ ตาเป็นหมีแพนด้า กินกาแฟแทนน้ำเปล่า เพื่อสร้างแอปฯ หรือเว็บฯ ให้มันทำงานได้ตามที่บอสและลูกค้าสั่ง ถามว่าสนุกไหม? มันสนุกนะ เพราะมันคือความสะใจเวลาโค้ดที่เขียนมัน Run ผ่าน แต่มันเหนื่อย และที่สำคัญ... มันเริ่มเกิดคำถามว่า นี่เรากำลังทำอะไรอยู่วะเนี่ย มันไม่เห็นจะได้ขาหุ่นยนต์หรือ JARVIS เหมือนในหนังสือ แล้วมันจะไปต่อยังไง? และมันจะไปถึงจุดนั้นได้ยังไง?

War Machine Creator

แต่แล้วเมื่อโลกไม่ได้มีแค่ Database (Enter GIS)

วันหนึ่ง ผมได้มีโอกาสเจอรุ่นพี่ท่านหนึ่ง และได้ถูกชักชวนไปรับจ็อบทำงานด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่เปิดโลกผมมากว่า ข้อมูลที่อยู่ใน Database มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่คนกรอกเข้ามา หรือวนเวียนอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ แต่โลกทั้งโลกมีข้อมูลที่วิ่งไปมาตลอดเวลา และข้อมูลเหล่านั้นมาจากทางทะเลก็ได้! ทำให้เป็นครั้งแรกที่รู้ว่า เรือก็ส่งข้อมูลตัวเองไปมาตลอดเวลา และมันคือข้อมูลที่อ้างอิงอยู่จริงบนโลก นั่นคือตอนที่ผมกระโดดเข้าใส่โลกของ GIS (Geographic Information System) แบบเต็มตัว มันเหมือนเปิดโลกใหม่! จากที่เคยเห็นแค่ตารางข้อมูล ตอนนี้ผมเอาข้อมูลไปแปะบนแผนที่ได้ ผมเริ่มวิเคราะห์พื้นที่ เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในเชิงตำแหน่ง อารมณ์เหมือนเล่นเกม SimCity แต่เป็นข้อมูลจริง เจ็บจริง มั่วจริง ถ้ามั่วแล้ว เรือไปอยู่บนบก ก็โดนตบกะบาลจริงๆ 555

GIS Example

Policies and Plans: อะไรที่ไม่เคยเจอก็ต้องเจอ

จากที่เคยอยู่หน้าคอม สร้างอะไรด้วยตัวเองแล้วออกมาเป็น Product ที่ต้องการ หรือการคุมทีมให้ทำตาม Requirement บ้าง กลายมาเป็นคนที่ต้องออกนโยบายและแผนด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร เชื่อเถอะครับว่าแวบแรกในหัวคุณจะนึกถึง ภาพมนุษย์ลุงใส่แว่นหนาเตอะ นั่งพิมพ์เอกสารหนาเท่าดิกชันนารีที่ไม่มีใครยอมอ่าน หรือภาพห้องประชุมที่ผู้บริหารนั่งเถียงกันเรื่องวิสัยทัศน์สวยหรูแต่ทำจริงไม่ได้สักอย่าง อยากจะบอกว่า... จริงครับ 555 สำหรับองค์กรที่ถูกบังคับมาว่าจะต้องเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลบ้างหละ เปลี่ยนผ่านสู่ยุคไทยแลนด์ ๔.๐ บ้างหละ พอมีนโยบายด้านบนมาให้เปลี่ยนองค์กรไร้กระดาษทีก็ เอ้า... IT ว่าไป เปลี่ยนไป Digital Transformation ก็ เอ้า... IT ว่าไปๆๆๆๆ ในฐานที่พอมีประสบการณ์อันน้อยนิดจากกรรมกรเขียนโค้ด กลายมาเป็นคนเขียนนโยบายและแผน และพอโดนจับโยนเข้ามาทำเรื่อง Digital Transformation และ Enterprise Architecture (EA) แบบเต็มตัว ก็ได้รู้ซึ้งว่า... "ถ้าคุณไม่มีแผนที่ชัดเจน การทำ Digital Transformation ก็คือการเผาเงินเล่นดีๆ นี่เอง" และถ้าไม่ได้ร่วมมือกันทั้งองค์กรโดยเริ่มตั้งแต่ผู้บริหารแล้วนั้น ก็ไม่มีประโยชน์และเสียเวลา เสียเงินเปล่า

Digital Transformation

จากที่เคยเข้าใจกันกว่า Digital Transformation คือการซื้อไอแพดแจกผู้บริหาร ให้เซ็นงานผ่านไอแพดแทนกระดาษ ก็ต้องพยายามให้คนในองค์กร (โดยเฉพาะผู้บริหาร) เข้าใจและนึกภาพตามได้ว่า ถ้าคุณจะสร้างเมืองใหญ่สักเมือง แต่ไม่มีผังเมืองเลย ใครอยากสร้างโรงงานนิวเคลียร์ข้างโรงเรียนก็สร้าง ใครอยากขุดคลองกลางถนนหลวงก็ทำ ผลก็คือ "พัง" ครับ เลยเขียนแผนเสนอผู้บริหารให้เข้าใจว่าเราต้องเข้าใจเราเองก่อน และค่อยๆ ถ่ายทอดทออกมาเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ด้าน Business ขององค์กร -> การไหลเวียนของข้อมูลและการควบคุม -> Application สำหรับป้อนข้อมูล ประมวลผล และแสดงผล -> สุดท้ายถึงเป็น Infrastructure ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ขององค์กร จะเห็นว่าไม่ใช่เฉพาะ IT เท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ แต่ทั้งองค์กรต้องออกแบบร่วมกัน มารวมหัวกันทำ Enterprise Architecture และ Data Governance และต้องทำยังไงให้ทั้งองค์กรเปลี่ยนตาม จากเสนองานเป็นกระดาษ มาส่งงานทางช่องทางที่กำหนด (แม้กระทั่งทาง LINE อิอิ) และจะเปลี่ยนมาหรือเปลี่ยนมาแล้ว มาเป็นการใช้ AI ทำ Flow งานอีก

เมื่อ "กรรมกรโค้ด" ต้องมาคุม "ยุทธศาสตร์"

ความได้เปรียบนี้จริงๆ แล้วก็คือ ผมรู้ว่ากระบวนการข้างในมันทำงานยังไง เวลาเขียนแผน Digital Transformation ผมไม่ได้มโนเอาเอง หรือไปก็อปปี้มาจากที่อื่น และเปลี่ยนเพียงบางส่วน เปลี่ยนตรงบ้างไม่ตรงบ้าง แต่ผมเขียนจากประสบการณ์ที่รู้ว่า API ตัวนี้มันต่อยากแค่ไหน หรือ AI Model ตัวนี้มันต้องใช้ Data สะอาดระดับไหน มันเลยทำให้แผนที่ผมออกไปสามารถเอาไปใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่แผนสวยๆ ที่เอาไว้ประดับหิ้ง หรือเผยแพร่แบบลอยๆ แต่ก็ตามมาด้วยการที่ผมต้องดีลกับคนทุกระดับ ตั้งแต่ Programmer หนุ่มไฟแรงที่อยากลองของใหม่ ยันผู้บริหารวัยเก๋าที่กลัวการเปลี่ยนแปลง การวางแผนนโยบายสำหรับผมจึงเป็นการเจรจาต่อรอง เพื่อหาจุดที่เทคโนโลยีจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้จริงๆ โดยไม่ทำให้พนักงานขวัญผวาจนลาออกกันหมดก่อน

สรุปแล้วผมคือ...

ปัจจุบันผมก็ไม่ค่อยได้เขียนโค้ดเต็มๆ ซักเท่าไหร่ ก็แน่นอนว่าการมาของ AI ก็ช่วยได้ กับตำแหน่งปัจจุบันที่ต้องเป็นคนคุม คนออกแบบมากกว่า ดังนั้น ผมคือ "ตัวเชื่อม" (The Bridge) ที่คุยภาษาที่ไม่ใช่มนุษย์ (Dev/Engineer) รู้เรื่อง แต่ก็สามารถคุยภาษามนุษย์ (ผู้บริหาร/ผู้วางนโยบาย) เข้าใจ เชื่อมโยงการลงมือทำทางเทคนิค เข้ากับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ โดยมี AI และ GIS เป็นอาวุธลับข้างกาย ถ้ามีการขยับโค้ดบรรทัดนี้ นโยบายองค์กรอาจจะต้องเปลี่ยน หรือถ้าจะออกนโยบายนี้ ต้องใช้เทคโนโลยีตัวไหนมารองรับ และต่อจากนี้ บอกเลยว่าบล็อกนี้จะไม่ใช่ที่บ่นเรื่อง "Hello World!" ปกติ (แต่อาจจะมีบ้างถ้านึกครึ้ม) แต่ที่นี่จะเป็นการ "ยำใหญ่ใส่สารพัด" ประสบการณ์ทั้งหมดที่ผมเล่ามา เตรียมพบกับ Content ที่จะมาขยี้ปมพวกนี้ในตอนต่อๆ ไป แล้วเจอกันครับวัยรุ่น!