Maritime Situational Awareness ตอน 5: ข้อมูล INT จากแหล่งต่างๆ — sensor บอกได้ว่ามีอะไร แต่บอกไม่ได้ว่าใคร

ไล่ตระกูล INT ที่ต้องเอามาประกอบกับ sensor ตั้งแต่ OSINT HUMINT GEOINT MASINT ยัน FININT พร้อมเครื่องมือภาคสนามอย่างแอป Gather แพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลอย่าง IORIS ฟอร์มตรวจค้น ไปจนถึงการหลอมทุกอย่างออกมาเป็น heat map ความเสี่ยง

21 กันยายน 2026เวลาอ่าน 25 นาที#GIS#Software Engineer
Maritime Situational Awareness ตอน 5: ข้อมูล INT จากแหล่งต่างๆ — sensor บอกได้ว่ามีอะไร แต่บอกไม่ได้ว่าใคร

ฮัลโหลโหม๋ ตอนที่ 4 เราเพิ่งปิดกันไปด้วยประโยคที่ค่อนข้างกวนว่า คำว่า dark ไม่เคยเป็นคุณสมบัติของเรือ แต่เป็นคุณสมบัติของช่องว่างในระบบเรา แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ว่าพอระบบชี้มาที่เรือลำหนึ่งได้แล้ว คำถามถัดไปที่ตามมาทันทีคือ ใครเป็นเจ้าของ มันมาทำอะไรแถวนี้ และเคยทำแบบนี้มาก่อนกี่ครั้ง

ลองไล่ของที่เรามีในมือจากสี่ตอนที่ผ่านมาดูนะฮะ — ตอนที่ 1 เป็น Signal Chain กับ AIS, ตอนที่ 2 เป็นเรดาร์ชายฝั่งกับกล้อง EO/IR, ตอนที่ 3 เอาทุกอย่างมาหลอมจนเรือหนึ่งลำเหลือหมุดเดียว และตอนที่ 4 เป็น RF, SAR, EO/IR จากวงโคจร บวก Machine Learning ทั้งกอง

ทั้งสี่ตอนคืนของออกมาหน้าตาเดียวกันหมด คือ จุดหนึ่งจุดที่มีพิกัด มีเวลา และมีวงความไม่แน่นอน ซึ่งเก่งมากในการตอบว่า "มีอะไรอยู่ตรงนั้น" แต่ถ้าถามว่าเจ้าของเป็นใคร จดทะเบียนที่ไหน ปีที่แล้วเคยโดนตรวจมากี่รอบ — ไม่มี sensor ตัวไหนในกองนั้นตอบได้สักตัว เพราะคำตอบพวกนั้นไม่ได้ลอยอยู่ในคลื่นวิทยุหรือฝังอยู่ในพิกเซล มันอยู่ในทะเบียน ในเอกสาร และในหัวของคน

ตอนที่ 5 เลยว่าด้วยของที่เหลือทั้งหมดนั่นแหละ ทั้งตระกูล INT ที่ต้องเอามาประกอบ เครื่องมือของแต่ละตระกูล แพลตฟอร์มที่เอาไว้แบ่งปันกันข้ามหน่วยงาน ไปจนถึงฟอร์มบ้านๆ ที่เจ้าหน้าที่กรอกบนเรือที่กำลังโคลง ตอนนี้โค้ดมีก้อนเดียวและเป็น JSON ด้วยซ้ำ ที่เหลือเป็นแผนภาพกับตัวอย่างล้วนๆ

ที่ผ่านมาทั้งหมดคือ INT แค่สองสามตระกูล — แล้วยังเหลืออีกกองใหญ่

วงการข่าวเขาแบ่งข้อมูลตาม วิธีที่ได้มันมา ไม่ได้แบ่งตามเนื้อหา แล้วลงท้ายด้วย INT ซึ่งย่อมาจาก intelligence เหมือนกันหมด ทีนี้พอเอาไม้บรรทัดอันนี้มาทาบกับสี่ตอนที่ผ่านมา จะเห็นว่าเราวนอยู่ในกล่องไม่กี่ใบเอง

  • AIS, VHF, DSC, EPIRB คือการดักฟังสิ่งที่เขาสื่อสารกัน — นั่นคือ COMINT
  • คลื่นเรดาร์เดินเรือกับ signature ของเครื่องส่ง (ลักษณะเฉพาะประจำตัวที่ทำให้แยกเครื่องแต่ละตัวออกจากกันได้) ที่เล่าไว้ตอนที่แล้ว คือการดักคลื่นที่ไม่ได้ใช้สื่อสาร — นั่นคือ ELINT สองตัวนี้รวมกันเรียกว่า SIGINT
  • ภาพจากดาวเทียม SAR และ EO/IR รวมถึงภาพจากกล้องชายฝั่ง คือ IMINT และพอเอาไปวางบนแผนที่พร้อมบริบททางภูมิศาสตร์แล้ว มันยกระดับเป็น GEOINT
  • signature เสียงใบจักรจาก hydrophone และการสั่นที่อ่านจากสายเคเบิลใยแก้ว ซึ่งไปโผล่ในหัวข้อหูตาอื่นๆ ตอนที่แล้ว อยู่ในตระกูล MASINT

แปลว่าสี่ตอนที่ลงแรงกันมาทั้งหมด จริงๆ แล้วคือ SIGINT บวก IMINT บวก MASINT นิดหน่อย จบ ที่เหลือของโลกนี้เรายังไม่ได้แตะเลยสักตระกูล

นึกภาพห้องตรวจของหมอก็ได้ ฟิล์ม X-ray บอกว่ากระดูกตรงนี้ร้าว ผลเลือดบอกว่าค่าตัวนี้สูงผิดปกติ เครื่องวัดบอกว่าความดันเท่าไหร่ — ของพวกนี้คือ sensor ทั้งดุ้น แต่ที่หมอต้องรู้ให้ได้ว่า คนไข้คนนี้แพ้ยาอะไร กินยาอะไรค้างอยู่ และปีที่แล้วเคยผ่าอะไรมา ไม่มีเครื่องไหนในห้องนั้นตอบให้ มันมาจากการนั่งซักประวัติกับแฟ้มเก่าที่โรงพยาบาลเก็บไว้เท่านั้น

ทัวร์ตระกูล INT ฉบับย่อ — ใครถนัดอะไร แล้วใช้เครื่องมืออะไร

แผนภาพรวมตระกูลข่าวกรองวางเป็นวงล้อรอบแกนกลางที่เขียนว่า All-source เรือหนึ่งลำ แต่ละกลีบรอบวงเป็นหนึ่งตระกูล มีชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษ คำอธิบายสั้นหนึ่งบรรทัด และไอคอนเครื่องมือประจำตระกูลเรียงอยู่ใต้ชื่อ กลีบ SIGINT มีเสาอากาศ เครื่องรับ AIS และตัวรับ SDR พร้อมป้ายย่อยว่า COMINT กับ ELINT กลีบ IMINT และ GEOINT มีดาวเทียม SAR กล้อง EO และหน้าจอ GIS ที่มีชั้นข้อมูลซ้อนกัน กลีบ OSINT มีไอคอนสมุดทะเบียนเรือ เอกสารทะเบียนบริษัท หน้าจอโซเชียล และหนังสือพิมพ์ กลีบ HUMINT มีไอคอนคนถือโทรศัพท์มือถือกรอกฟอร์ม ชาวประมง และเจ้าหน้าที่ขึ้นตรวจเรือ กลีบ MASINT มีไฮโดรโฟนใต้น้ำ กราฟสเปกตรัมเสียง และแถบ signature ความร้อน กลีบ FININT มีไอคอนแผนผังบริษัทที่ลากเส้นไปหาตู้ไปรษณีย์และกระเป๋าเงิน สี่กลีบแรกคือ SIGINT IMINT และ MASINT ถูกไฮไลต์ด้วยกรอบทึบพร้อมป้ายกำกับว่าตอนที่หนึ่งถึงสี่ ส่วนกลีบที่เหลือเป็นกรอบประพร้อมป้ายว่าตอนที่ห้า ด้านล่างของภาพเป็นแถบแนวนอนแสดงวงรอบการข่าวห้าขั้นเรียงจากซ้ายไปขวา Planning and Direction, Collection, Processing, Analysis and Production, Dissemination โดยมีลูกศรวนกลับจากขั้นสุดท้ายไปขั้นแรก และมีไอคอนคนยืนกำกับอยู่ที่ขั้นแรกกับขั้นสุดท้าย

ไล่ทีละตระกูลพร้อมของที่ต้องมีในมือ

  • SIGINT — ได้จากคลื่นที่เขาปล่อยออกมา แบ่งเป็น COMINT (การสื่อสาร) กับ ELINT (คลื่นที่ไม่ใช่การสื่อสาร เช่น เรดาร์) เครื่องมือคือเครื่องรับ AIS, SDR, ชุด RF ชายฝั่งและบนดาวเทียม บวกฐานข้อมูล signature ของเครื่องส่งที่ต้องสะสมข้ามปี
  • IMINT / GEOINT — ได้จากภาพ เครื่องมือคือดาวเทียม SAR และ EO/IR, กล้องชายฝั่ง, โดรน, โมเดลตรวจจับวัตถุ และที่ขาดไม่ได้คือ GIS ที่เอาภาพไปวางทับกับชั้นข้อมูลอื่นได้ ความต่างระหว่าง IMINT กับ GEOINT อยู่ตรงนี้เอง — ภาพเฉยๆ คือ IMINT พอภาพนั้นถูกวางบนแผนที่พร้อมกับเขตแดน เส้นทางเดินเรือ และแนวเคเบิล มันถึงเริ่มแปลว่าอะไรสักอย่าง
  • OSINT — ได้จากของเปิดที่ใครก็เข้าถึงได้ ซึ่งในงานทะเลนี่คือขุมทรัพย์จริงๆ ทั้งทะเบียนเรือระหว่างประเทศที่ค้นหมายเลข IMO ได้ฟรี, ทะเบียนบริษัทและข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (beneficial ownership) ที่หลายประเทศเริ่มเปิด, เว็บติดตามเรือที่เอา AIS สาธารณะมาโชว์, ข่าวท้องถิ่น, โซเชียลของลูกเรือเอง, ไปจนถึงรายงานของ NGO และสำนักข่าวสืบสวนที่ลงทุนไล่เคสเดียวเป็นปี เครื่องมือคือ crawler, ฐานข้อมูล entity ที่ผูกชื่อเรือกับเจ้าของได้, full-text search, ตัวแปลภาษา และคนอ่านที่อดทน
  • HUMINT — ได้จากคน ชาวประมงที่ออกทะเลทุกวัน คนท่าเรือ ลูกเรือที่เพิ่งลงจากลำนั้น และเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นไปตรวจค้นด้วยตัวเอง เครื่องมือคือแบบฟอร์ม การสัมภาษณ์ ช่องทางรับแจ้ง และแอปบนมือถือ — หัวข้อถัดไปทั้งหัวข้อเป็นของตระกูลนี้
  • MASINT — ได้จาก "signature" ที่ของแต่ละชิ้นทิ้งไว้ในตัวกลาง ทั้ง acoustic signature ของใบจักร thermal signature แรงสั่น ไปจนถึง signature ของเครื่องส่งที่ก้ำกึ่งกับ ELINT เครื่องมือคือไฮโดรโฟน เครื่องวิเคราะห์สเปกตรัม และคลัง signature ที่ต้องมีของเก่าพอจะเอามาเทียบ
  • FININT — ได้จากเส้นทางเงิน ใครถือหุ้น ใครจ่ายค่าน้ำมัน ใครรับประกันเรือลำนี้ บริษัทที่สาวไปแล้วเจอแต่ตู้ ปณ. ที่มีอีกสิบห้าบริษัทจดอยู่ห้องเดียวกัน เครื่องมือคือทะเบียนบริษัท รายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย และ graph database ที่ลากเส้นความสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องเขียน join ยาวสามหน้า

ทีนี้ของทั้งหกกองนี้ไม่ได้อยู่กันเฉยๆ มันหมุนอยู่ในวงเดียวกัน คือ Intelligence Cycle ที่เล่าไว้ในบทความ MDA ตั้งแต่ตอนโน้น ห้าขั้นเป๊ะ — ตั้งโจทย์, ไปเก็บ, เอามาเรียง, วิเคราะห์, แล้วส่งต่อ พอส่งต่อเสร็จก็เกิดคำถามใหม่ วนกลับขั้นหนึ่ง

จุดที่คนทำระบบพลาดกันบ่อยสุดคือ เราเก่งขั้นเดียว คือ Collection เรามีความสุขมากกับการต่อ sensor เพิ่ม ดูด feed เพิ่ม เก็บทุกอย่างเข้าฐานข้อมูล แต่ขั้นแรกกับขั้นสุดท้ายเรามักไม่แตะ ขั้นแรกคือ Planning & Direction ที่ต้องตอบให้ได้ว่า "ตกลงเราอยากรู้อะไร" ถ้าตอบไม่ได้ คำว่า "เก็บไว้ก่อน เผื่อได้ใช้" จะกลายเป็นนโยบายเดียวที่เรามี ส่วนขั้นสุดท้ายคือ Dissemination ที่แปลว่าของต้องไปถึงคนที่ต้องใช้ ทันเวลาที่เขายังใช้ได้ รายงานสวยงามที่ส่งถึงมือหลังเรือออกจากพื้นที่ไปแล้วสามวัน มีค่าเท่ากับไม่ได้ทำ

อีกเรื่องที่โครงการชอบลืมคือ แต่ละแหล่งมีราคาไม่เท่ากัน เหมือนตอนจะซื้อรถมือสองสักคัน เลื่อนดูรูปในประกาศฟรี โทรถามเจ้าของเก่าก็ฟรี แต่ถ้าจะยกขึ้นแท่นให้ช่างไล่ตรวจทั้งคัน อันนั้นจ่ายตังค์บวกเสียวันหยุดไปหนึ่งวัน — ภาพ SAR หนึ่งฉากก็คิดเงินเป็นภาพ การส่งเรือออกไปตรวจค้นหนึ่งเที่ยวมีทั้งค่าน้ำมัน เวลา และความปลอดภัยของคนบนเรือ ขั้น Planning ที่ดีจึงไม่ใช่การสั่งเก็บทุกอย่าง แต่คือการเลือกว่าคำถามข้อนี้คุ้มที่จะใช้ตระกูลไหนตอบ

HUMINT กับ FIST — sensor ที่ถูกที่สุดในระบบคือคนที่ถือมือถืออยู่บนเรือที่โคลง

มาถึงตระกูลที่ตอนที่แล้วติดค้างไว้ว่าจะเล่ายาวๆ ตอนนี้

เหตุผลที่ HUMINT ยังไม่ตายแม้ดาวเทียมจะเยอะขนาดไหนมีสามข้อ หนึ่งคือมันถูกที่สุดในกองทั้งหมด ชาวประมงออกทะเลอยู่แล้วทุกวันโดยที่เราไม่ต้องจ่ายค่าวงโคจร สองคือมันตอบ "ทำไม" ได้ ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มี sensor ตัวไหนตอบได้เลย และสามคือมันเห็นของที่อยู่ ข้างใน เรือ ดาวเทียมเห็นแค่หลังคา แต่คนที่ขึ้นไปยืนบนดาดฟ้าเห็นทั้งของในห้องเย็น เครื่องมือประมงที่พับเก็บอยู่ และสภาพความเป็นอยู่ของลูกเรือ

ปัญหาคลาสสิกของ HUMINT ไม่ใช่การหาคน แต่คือ ข้อมูลตายอยู่บนกระดาษ ภาพที่เจอกันทั่วโลกคือเจ้าหน้าที่จดลงแบบฟอร์มกระดาษกลางทะเล กลับถึงฝั่งอีกสองวัน แล้วอีกสัปดาห์ถึงมีคนเอามาพิมพ์เข้า Excel ระหว่างทางลายมือหายไปหนึ่งตัว พิกัดที่จดจากจอ GPS ตกไปหนึ่งหลัก และรูปถ่ายอยู่ในมือถือส่วนตัวของคนที่ย้ายหน่วยไปแล้ว พอถึงวันที่มีคนถามว่าปีที่แล้วเราตรวจเรือในอ่าวนี้ไปกี่ลำ คำตอบคือเงียบ

ของที่เข้ามาแก้ตรงนี้คือชุดเครื่องมือที่เรียกกันว่า FIST (Field Information Supporting Tools) — อุปกรณ์เก็บข้อมูลภาคสนามที่อาจจะเป็นแค่มือถือเครื่องหนึ่งที่ลง App ที่บางครั้งจะเรียกว่า Gather ไว้ ให้คนเก็บข้อมูลกรอกตรงจุดที่เกิดเรื่อง แล้วส่งขึ้น server แบบ sync เมื่อมีสัญญาณ ไม่ใช่ตอนกรอก

แผนภาพสายงานของการเก็บข้อมูลภาคสนามแบบ offline first เรียงจากซ้ายไปขวาสามโซน โซนซ้ายเป็นกลางทะเลที่ไม่มีสัญญาณ วาดเจ้าหน้าที่ยืนบนดาดฟ้าเรือที่เอียงตามคลื่น ถือโทรศัพท์มือถือที่บนจอเป็นฟอร์มปุ่มใหญ่ๆ มีไอคอนตัดสัญญาณอยู่มุมจอ ใต้โทรศัพท์เป็นกล่องแสดงหน่วยเก็บข้อมูลในเครื่องที่มีระเบียนสามใบวางซ้อนกันพร้อมรูปถ่ายแนบ และมีป้ายกำกับว่าเขียนลงเครื่องก่อนเสมอ ข้างระเบียนแต่ละใบมีป้ายเล็กแสดงข้อมูลที่ติดมาอัตโนมัติ คือพิกัด เวลา ผู้กรอก และเวอร์ชันฟอร์ม โซนกลางเป็นคิวรอส่งที่วาดเป็นแถวระเบียนเรียงกันพร้อมไอคอนนาฬิกา และมีเส้นแบ่งแสดงจุดที่เรือกลับเข้าเขตมีสัญญาณ ตรงนั้นมีไอคอนเสาสัญญาณและลูกศรอ้วนพุ่งขึ้นพร้อมป้ายว่า sync ทีละก้อน มีลูกศรย้อนกลับเส้นเล็กแสดงการยืนยันรับของจาก server และมีป้ายกำกับว่าส่งซ้ำได้ไม่เกิดระเบียนซ้ำ โซนขวาเป็น server ที่รับของเข้ามาแล้วแตกออกเป็นสามทาง ทางบนไปที่ทะเลสาบข้อมูลที่เก็บของดิบ ทางกลางไปที่แผนที่ปฏิบัติการที่มีหมุดรายงานภาคสนามวางปนกับเส้นทางเรือ ทางล่างไปที่แผงสถิติที่มีกราฟแท่งและตาราง ด้านล่างสุดเป็นแถบเตือนสามข้อ เขียนว่าไม่มีเน็ตคือสถานะปกติไม่ใช่ error, ฟอร์มที่กรอกยากเท่ากับข้อมูลมั่ว และต้องบันทึกตอนตรวจแล้วไม่เจอด้วย

หลักคิดของงานแบบนี้มีคำเดียวคือ offline-first ซึ่งแปลตรงตัวว่าออกแบบโดยถือว่า "ไม่มีเน็ต" เป็นสถานะปกติ ไม่ใช่กรณีผิดพลาด ของที่ต้องมีคือ

  • เขียนลงเครื่องก่อนเสมอ กดบันทึกแล้วต้องจบทันทีโดยไม่แตะเครือข่ายเลย ถ้าแอปไหน spinner หมุนรอ server ตอนกดเซฟ อันนั้นใช้กลางทะเลไม่ได้ตั้งแต่บรรทัดแรก
  • มีคิวรอส่ง ระเบียนที่ยังไม่ขึ้นไปต้องกองรอในเครื่องอย่างเป็นระเบียบ และต้องบอกคนใช้ให้ชัดว่าตอนนี้ค้างอยู่กี่ใบ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเดา
  • ส่งซ้ำแล้วต้องไม่เกิดของซ้ำ เพราะสัญญาณกลางทะเลจะมาแบบติดๆ ดับๆ วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้เครื่องตั้ง id ของระเบียนเองตั้งแต่ตอนกรอก แล้ว server ยึด id นั้นเป็นตัวตัดสิน ส่งกี่รอบก็ระเบียนเดียว
  • รูปกับเสียงแยกคิวจากข้อความ เพราะข้อความไม่กี่ไบต์ส่งผ่านสัญญาณอ่อนๆ ได้ แต่รูปสิบใบไม่รอด ต้องยอมให้ text ขึ้นก่อน แล้วรูปค่อยตามไปทีหลัง
  • มีกติกาตอนข้อมูลชนกัน ใครแก้ระเบียนเดียวกันทีหลัง ใครชนะ เก็บทั้งสองเวอร์ชันไหม อันนี้ต้องตัดสินตั้งแต่วันออกแบบ ไม่ใช่ตอนเจอเคสแรก

ส่วนเรื่องฟอร์ม เลาอยากให้จำประโยคเดียวคือ ฟอร์มที่กรอกยาก เท่ากับข้อมูลมั่ว ไม่ใช่เท่ากับข้อมูลน้อยนะ คนหน้างานไม่ได้เลิกกรอก เขากรอกอะไรก็ได้ให้มันผ่านไปต่างหาก ซึ่งแย่กว่าเยอะ

เพราะงั้นฟอร์มที่จะไปอยู่บนเรือที่โคลงต้องปุ่มใหญ่พอจะกดด้วยนิ้วโป้งมือเดียวขณะอีกมือจับราว ต้องเป็นตัวเลือกให้กดมากกว่าช่องให้พิมพ์ ต้องเติมค่าที่กรอกซ้ำทุกครั้งไว้ให้ล่วงหน้า และข้อสำคัญที่สุดคือ อย่ามี required field ที่คนหน้างานตอบไม่ได้จริงๆ ถ้าบังคับให้ใส่หมายเลข IMO ของเรือที่ไม่มีหมายเลข IMO สิ่งที่จะได้กลับมาคือเลข 0000000 ทั้งฐานข้อมูล เห้ย แล้วปีหน้าจะมีคนเอาไปทำสถิติด้วยนะ

ของแถมที่ต้องติดไปกับทุกระเบียนโดยที่คนกรอกไม่ต้องทำอะไรคือ พิกัด GPS พร้อมค่าความแม่น เวลาที่เก็บเป็น UTC, ตัวตนของผู้กรอก, รูปพร้อม EXIF และ เวอร์ชันของฟอร์ม ข้อสุดท้ายคนลืมกันเยอะมาก แต่วันที่ฟอร์มเปลี่ยนคำถามข้อ 7 จาก "พบเครื่องมือผิดประเภทหรือไม่" เป็น "ระบุชนิดเครื่องมือที่พบ" ตัวเลขสถิติย้อนหลังจะเปลี่ยนความหมายทันทีโดยไม่มีใครรู้ตัว

หน้าตาของสิ่งที่วิ่งขึ้น server ก็ไม่ได้หวือหวาอะไร ประมาณนี้

json
{
  "form": "boarding-v3",
  "id": "9f2c7a10-c3d1-4a77-8e21-0bb5a2f9",
  "captured_at": "2026-09-21T02:14:37Z",
  "synced_at": null,
  "by": "officer-042",
  "pos": { "lat": 7.8412, "lon": 98.2731, "acc_m": 6 },
  "answers": {
    "gear_type": "purse_seine",
    "crew_count": 14,
    "logbook_onboard": false
  },
  "photos": ["local/IMG_0421.jpg"]
}

สังเกตสองฟิลด์นะฮะ id ที่เครื่องตั้งเองตั้งแต่ยังไม่มีสัญญาณ กับ synced_at ที่ยังเป็น null แปลว่าของชิ้นนี้ "มีอยู่จริงแล้ว" ตั้งแต่ตอนกรอก แค่ยังไม่มีใครบนฝั่งรู้เท่านั้นเอง

ของพวกนี้ฟังดูเรียบร้อยดีตอนยังอยู่ในเอกสารออกแบบ แต่โปรเจกต์แนวนี้มักโดนตีกลับด้วยท่าเดิมๆ สามท่าตั้งแต่รอบแรกที่เอาลงหน้างาน ท่าแรกคือฟอร์มยาวเกินจนกรอกบนเรือที่กำลังโคลงไม่ไหว ทางออกเกือบทุกครั้งคือหั่นให้เหลือเท่าที่ต้องรู้จริงๆ แล้วเปลี่ยนช่องพิมพ์เป็นปุ่มใหญ่ๆ ที่กดด้วยนิ้วโป้งข้างเดียวได้ ท่าที่สองคือคิว sync บวมตอนเรือหลายลำกลับเข้าเขตมีสัญญาณพร้อมกัน เครื่องหนึ่งส่งไม่สำเร็จก็ส่งซ้ำ อีกเครื่องส่งซ้ำตาม สุดท้ายปลายทางได้ของซ้ำกันเป็นกอง ซึ่งแก้ที่ฝั่ง server ล้วนๆ คือต้อง idempotent ยึด id ที่เครื่องตั้งมาเป็นตัวตัดสิน ส่งกี่รอบก็ได้ระเบียนเดียว ส่วนท่าที่สามเป็นเรื่องความรู้สึกมากกว่าเทคนิค คือคนใช้ไม่ไว้ใจว่าของที่กรอกไปมันถึงฝั่งจริง แล้ววิธีที่เขาแก้กันเองคือถ่ายรูปหน้าจอเก็บไว้ หรือจดใส่กระดาษคู่ไปด้วย ซึ่งวนกลับไปหาปัญหาเดิมที่เราพยายามหนีตั้งแต่ต้น ทางแก้ไม่ได้ซับซ้อน แค่ต้องมี ack ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า — ค้างอยู่กี่ใบ ขึ้นไปแล้วกี่ใบ ฝั่งรับยืนยันกลับมาแล้วหรือยัง

IORIS — ห้องกลางที่ไม่ใช่ของใคร

เก็บข้อมูลเก่งแค่ไหน ถ้ามันจบอยู่ในเครื่องเราคนเดียวก็ได้ภาพครึ่งเดียวอยู่ดี เพราะเรือลำเดียวออกจากน่านน้ำเราไปโผล่บ้านคนอื่นได้ในไม่กี่ชั่วโมง กล้องหน้าบ้านตัวเดียวเห็นแค่หน้าบ้านตัวเอง อยากรู้ว่ารถคันที่เพิ่งวิ่งผ่านไปมาจากทางไหนก็ต้องเปิดกลุ่มไลน์ทั้งซอยถามกัน

ตัวอย่างที่เป็นของสาธารณะและเล่าได้เต็มปากคือ IORIS ย่อมาจาก Indo-Pacific Regional Information Sharing ซึ่งเดิมทีตัว I ตัวแรกคือ Indian Ocean มันเป็นเว็บแพลตฟอร์มสำหรับแบ่งปันข้อมูลและประสานงานทางทะเลข้ามหน่วยงานและข้ามประเทศ พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ CRIMARIO ของสหภาพยุโรป

ประวัติย่อๆ ของมันน่าสนใจสำหรับคนทำระบบมาก

  • เฟสแรกของโครงการอยู่ช่วงปี 2015–2019 โฟกัสที่มหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตก ตัวแพลตฟอร์มเปิดใช้งานจริงในปี 2018 หลังออกแบบร่วมกับประเทศในภูมิภาค ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วค่อยยัดให้ใช้
  • เวอร์ชัน 2.0 ออกตุลาคม 2019 โดยเอา feedback จากการฝึกร่วมระดับภูมิภาคอย่าง Cutlass Express มาแก้ พูดง่ายๆ คือเอาไปใช้ในสนามซ้อมก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้ของ
  • เฟสที่สองช่วงปี 2020–2025 ขยายขอบเขตจากมหาสมุทรอินเดียเป็น Indo-Pacific ทั้งผืน
  • เฟสที่สามเริ่มปี 2025 ต่อยอดด้วยแนวคิดที่เขาเรียกว่า MARCO³ คือ Maritime Cooperation, Coordination และ Communication และมีแผนจะทำ variant ของแพลตฟอร์มแยกตามภารกิจ ทั้งท่าเรือ การเดินเรือพาณิชย์ ประมง การต้านโจรสลัด และงานค้นหาช่วยเหลือ พร้อมชั้นข้อมูลและฟอร์มดิจิทัลเฉพาะทาง

ฟีเจอร์ที่มีก็ตรงไปตรงมา — ห้องแชทกับระบบแจ้งเตือน, แผนที่, การทำเครื่องหมายและงานสกัดกั้นเรือ, แลกเปลี่ยนไฟล์, ฟอร์ม, คลังเอกสาร และข้อมูล AIS จากดาวเทียม ส่วนฝั่งผู้ใช้ ข้อมูลช่วงราวปี 2021 ระบุว่ามีหน่วยงานราวสิบเก้าแห่งจากสิบสองประเทศและองค์กรระดับภูมิภาคใช้งานอยู่ ทั้งฝั่งแอฟริกาตะวันออก ตะวันออกกลาง หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ไปจนถึงศูนย์ประสานงานทางทะเลระดับภูมิภาคหลายแห่ง

ถ้าเอารายการฟีเจอร์มาเรียงเป็นภาพการใช้งานก็ประมาณนี้ — เปิดเคสขึ้นมาหนึ่งเรื่อง คนที่เกี่ยวข้องคุยกันในห้องแชทของเคสนั้นโดยมีระบบแจ้งเตือนคอยสะกิดคนที่ต้องรู้ ส่วนแผนที่คือที่ที่ทุกคนเห็นของชุดเดียวกัน ปักหมุด marker ลงไปได้ มีชั้นข้อมูล AIS จากดาวเทียมวิ่งอยู่ และถ้าต้องสกัดกั้นเรือลำไหนก็มีเครื่องมือ vessel intercept ให้ทำงานกันต่อบนแผนที่ใบเดิม ของที่แลกกันไปมาก็เป็นไฟล์กับฟอร์มที่กรอกแล้วตกลงไปอยู่ในคลังเอกสารของเคสนั้น ไม่ใช่กระจัดกระจายอยู่ในแชทส่วนตัวของใครสักคน และที่เด็ดก็คือเหมือนกันเปิดกระทู้ (ดูโบราณเนอะ) แล้วไปปักหมุดอยู่บนแผนที่ ให้คนที่สามารถเข้าถึงได้ตามภารกิจนั้นๆ มาตอบ คล้ายๆ กับ C2 ย่อยๆ

สามข้อที่ผมว่าเป็นบทเรียนของคนทำระบบ

ข้อแรก ความเป็นกลางสำคัญกว่าฟีเจอร์ คำว่า neutral ที่เขาเน้นตลอดไม่ใช่คำสวยๆ ในโบรชัวร์ แต่มันคือเหตุผลที่แพลตฟอร์มแบบนี้เกิดได้ เพราะถ้าห้องกลางเป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง อีกสิบเอ็ดประเทศจะคิดหนักก่อนกดส่งข้อมูล ต่อให้ระบบดีแค่ไหน ปัญหาที่แท้จริงของการแชร์ข้อมูลข้ามชาติไม่เคยเป็นเรื่องเทคนิค

ข้อสอง ไม่ต้องบังคับให้ใครทิ้งระบบเดิม โมเดลที่ใช้ได้จริงคือมีห้องกลางไว้เจอกันเป็นเคสๆ ไป ใครมีระบบของตัวเองก็ใช้ต่อไป แล้วเอาเฉพาะเรื่องที่ต้องร่วมมือกันมาเปิดห้อง อันนี้คิดแบบเดียวกับ CISE ของยุโรปที่เคยเล่าไว้ในบทความ MDA เลย คือไม่ตั้งกองกลางแล้วเถียงกันว่าใครเป็นเจ้าของ

ข้อสาม ฟีเจอร์แรกในลิสต์คือแชท ไม่ใช่แผนที่ อันนี้เลาว่าบอกอะไรบางอย่างที่คนทำระบบไม่ค่อยอยากได้ยิน เราชอบคิดว่าคุณค่าของระบบอยู่ที่จอ Common Operational Picture สวยๆ แต่สิ่งที่คนทำงานจริงต้องการตอนตีสามคือ ช่องทางคุยกับคนอีกฝั่งที่ถือข้อมูลอีกครึ่งหนึ่งอยู่ แผนที่เป็นแค่ของที่เอาไว้ชี้ประกอบตอนคุยกัน

เรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามประเทศนี่มีรายละเอียดอีกเยอะมาก ทั้งมาตรฐานข้อมูล สิทธิ์ ความไว้ใจ และคำถามคลาสสิกว่าให้ข้อมูลเขาไปแล้วเราได้อะไรกลับมา ขอยกไปเล่าเต็มๆ ตอนหน้า

ฟอร์มตรวจค้น — ขึ้นเรือไปแล้วกรอกอะไรบ้าง

กลับมาที่สามเสาของ MDA ที่ตั้งไว้ตั้งแต่บทความแรก คือ Situational Awareness (ตอนนี้ในทะเลมีอะไร), Threat Awareness (อันไหนน่าจะมีพิษ) และ Response Awareness (ถ้ามีพิษจริง เรามีอะไรส่งไปได้) ฟอร์มตรวจค้นอยู่ในเสาที่สามเต็มๆ และเป็นเสาที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะไม่มีจอสวยๆ ให้อวดใคร

การตรวจค้นหนึ่งครั้งคือจุดที่ข้อมูลทั้งระบบมาบรรจบกับความเป็นจริง เรือตรวจการณ์วิ่งไปถึง เทียบลำ ส่งชุดตรวจขึ้นไป แล้วสิ่งที่เจ้าหน้าที่กรอกกลับมาคือคำตอบที่ sensor ทั้งกองเดาไว้ตั้งหลายชั่วโมง ของที่อยู่ในฟอร์มโดยทั่วไปก็ประมาณนี้

  • ตัวเรือตามที่ตาเห็น ชื่อที่เขียนอยู่ข้างลำ ธงที่ชัก ทะเบียน หมายเลข IMO หรือ MMSI ที่อ่านจากป้ายจริงบนเรือ สีลำ สภาพตัวเรือ ย้ำว่า อ่านจากตัวเรือ ไม่ใช่ลอกจากที่ระบบขึ้นให้ เพราะค่าที่ไม่ตรงกันระหว่างสองอันนี้คือของมีค่าที่สุดที่จะได้จากทริปนั้น
  • เอกสาร ใบอนุญาตทำการประมง ทะเบียนเรือ ประกาศนียบัตรของลูกเรือ สมุดบันทึกการจับสัตว์น้ำ ใบอนุญาตขนถ่าย — ครบไหม หมดอายุหรือยัง ชื่อตรงกับตัวเรือไหม เครื่องยนต์ตรงตามที่จดทะเบียนม้าย
  • เครื่องมือ ชนิดอวนหรือเครื่องมือที่พบบนเรือ ขนาดตาอวน จำนวน และตรงกับที่ขออนุญาตไว้หรือเปล่า
  • สิ่งที่พบ ชนิดและปริมาณสัตว์น้ำในระวาง สภาพห้องเย็น น้ำมันที่บรรทุก ของอื่นที่ไม่ควรอยู่บนเรือประมง
  • คน จำนวนลูกเรือ สัญชาติ เอกสารประจำตัว และสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งข้อนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะงานประมงผิดกฎหมายกับปัญหาแรงงานเดินมาด้วยกันบ่อยมาก
  • ผลและการดำเนินการ ตรวจแล้วปกติ ตักเตือน ยึดของกลาง หรือนำเรือกลับเข้าฝั่ง พร้อมเหตุผล
  • หลักฐาน รูปถ่ายเลยที่สำคัญ ที่ผูกกับข้อคำถามแต่ละข้อ ลายเซ็นผู้ควบคุมเรือ เวลาและพิกัดที่ขึ้นและลงจากเรือ

ทีนี้ผลตรวจกลายเป็น "ข้อมูล" ยังไง มันให้ของสามอย่างที่หาจากที่อื่นไม่ได้เลย

อย่างแรกคือ ground truth ซึ่งคือสิ่งที่ทั้งระบบขาดแคลนที่สุด โมเดลตอนที่ 4 เดาว่าจุดขาวนั้นน่าจะเป็นเรือประมงขนาดกลาง ฟอร์มที่กรอกกลับมาบอกว่าที่แท้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดเล็ก — นั่นคือหนึ่งแถวของชุดข้อมูลสำหรับเทรนรอบหน้า ที่ซื้อจากที่ไหนก็ไม่ได้

อย่างที่สองคือ ประวัติที่ผูกกับตัวเรือ ลำนี้ถูกตรวจครั้งที่สี่ในสองปี สามครั้งแรกไม่พบอะไร ครั้งนี้เอกสารไม่ครบ ประวัติแบบนี้ทำให้คำถาม "เคยทำมาก่อนไหม" ตอบได้จริงๆ สักที

อย่างที่สามคือ สถิติเชิงพื้นที่และเวลา ที่จะไปเป็นวัตถุดิบของหัวข้อถัดไป

และกฎข้อเดียวที่ผมอยากขีดเส้นใต้สามทีคือ ต้องบันทึกตอนตรวจแล้วไม่เจออะไรด้วย ไม่ใช่กรอกเฉพาะวันที่จับได้ เพราะถ้าเก็บแต่ผลบวก สิ่งที่จะได้ไม่ใช่แผนที่ความเสี่ยง แต่คือแผนที่ความขยันของเจ้าหน้าที่ ตรงไหนออกตรวจบ่อยก็แดงจัด ตรงไหนไม่เคยมีใครไปเลยก็ขาวสะอาด แล้วปีถัดไปเราก็จะส่งเรือไปตรงที่แดง ซึ่งแดงเพราะเราไปบ่อย วนเป็นงูกินหางไปเรื่อยๆ

อันนี้คือหน้าตาอีกด้านของประโยคจากตอนที่แล้วที่ว่า "ไม่เจอ" ไม่เท่ากับ "ไม่มี" เป๊ะเลย ต่างแค่คราวนี้ช่องว่างไม่ได้เกิดจากดาวเทียมยังไม่บินผ่าน แต่เกิดจากไม่มีใครกดบันทึกตอนที่ผลออกมาว่าไม่มีอะไร

ลองนึกภาพสถานการณ์สมมติกันเล่นๆ สักฉาก ชุดตรวจขึ้นไปบนเรือลำหนึ่ง แล้วเลขทะเบียนที่อ่านจากป้ายข้างลำดันไม่ตรงกับที่ระบบขึ้นให้ ชื่อเรือที่ทาสีไว้ก็คนละชื่อกับในทะเบียน ถ้าฟอร์มมีช่องทะเบียนมาให้ช่องเดียว สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะทำคือเลือกกรอกอันใดอันหนึ่งแล้วเดินไปข้อถัดไป ซึ่งแปลว่าของมีค่าที่สุดของทริปนั้นหายไปต่อหน้าต่อตาตรงนั้นเอง ฟอร์มที่ดีจึงต้องเปิดทางให้บอกง่ายๆ ว่าค่าที่ตาเห็นกับค่าที่ระบบบอกมันไม่ตรงกัน กดปุ่ม "ไม่ตรง" ทีเดียว แล้วมีช่องหมายเหตุสั้นๆ กับปุ่มถ่ายรูปป้ายจริงต่อท้ายให้เสร็จในจังหวะเดียว เท่านี้ระเบียนหนึ่งใบก็เปลี่ยนจากข้อมูลธรรมดาเป็นเบาะแส แทนที่จะกลายเป็นช่องว่างที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเคยมีอยู่

เครื่องมือชุดเดิม คนละงาน — Maritime Spatial Planning กับสัตว์ที่ไม่มี MMSI

ของสนุกของเครื่องมือชุดนี้คือ พอมันเป็นแค่ "แอปกรอกฟอร์มที่ติดพิกัดกับเวลามาด้วย" มันก็ไม่ได้ผูกกับงานจับผิดเรือเลยสักนิด เปลี่ยนฟอร์มอย่างเดียว งานก็เปลี่ยนเลย

Maritime Spatial Planning คือการวางแผนว่าพื้นที่ทะเลผืนหนึ่งจะให้ใครใช้ทำอะไรตรงไหน เพราะทะเลผืนเดียวกันมีทั้งเรือประมง เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ ท่องเที่ยวดำน้ำ ฟาร์มทะเล แหล่งพลังงาน พื้นที่ซ้อมรบ และเขตอนุรักษ์ ซึ่งทุกกลุ่มอยากได้ที่เดิมหมด งานนี้จะตัดสินอะไรได้ต้องมีข้อมูลว่าตรงไหนมีอะไรอยู่จริง

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือการเก็บข้อมูลสัตว์ทะเลหายาก พะยูน เต่าทะเล โลมา วาฬ ฉลามวาฬ ปะการังบางชนิด ฟอร์มก็เปลี่ยนจาก "ตรวจค้นเรือ" เป็น "พบอะไร กี่ตัว ตรงไหน กี่โมง ทำอะไรอยู่ สภาพน้ำเป็นยังไง แนบรูปมาด้วย" คนกรอกก็เปลี่ยนจากเจ้าหน้าที่ชุดตรวจ เป็นเจ้าหน้าที่อุทยาน นักวิจัย ชาวประมง ไกด์ดำน้ำ ไปจนถึงนักท่องเที่ยวที่อยากช่วย ซึ่งวงการเรียกว่า citizen science

ข้อดีคือ record ที่ได้หน้าตาเหมือนกันเป๊ะกับของฝั่งตรวจค้น — มีพิกัด มีเวลา มีผู้รายงาน มีรูป มีค่าความมั่นใจ ไหลลงท่อเดิม ขึ้นแผนที่ตัวเดิม ใช้ระบบสิทธิ์ชุดเดิม ไม่ต้องสร้างโลกใหม่

แต่มีสองเรื่องที่ต้องระวังหนักกว่างานฝั่งเรือ

เรื่องแรกคือ bias ของการสังเกต ข้อมูลแบบนี้จะเจอเยอะตรงที่คนไปเยอะ ไม่ใช่ตรงที่สัตว์อยู่เยอะ แผนที่ที่ได้ออกมาแดงจัดแถวจุดดำน้ำยอดนิยมเป็นเรื่องปกติมาก เพราะที่นั่นมีคนถือมือถือเยอะที่สุด ทางแก้คือต้องเก็บ effort ควบคู่ไปด้วย คือออกสำรวจกี่ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่เท่าไหร่ เห็นหรือไม่เห็นก็ต้องรายงาน — ซึ่งก็คือกฎ "บันทึกตอนไม่เจอด้วย" จากหัวข้อที่แล้วคำต่อคำ

เรื่องที่สองคือบางข้อมูลเปิดสาธารณะไม่ได้ ตำแหน่งรังเต่าที่แม่นระดับสิบเมตร หรือจุดที่พบสัตว์หายากเป็นประจำ ถ้าเปิดหมดมันจะกลายเป็นแผนที่นำทางให้คนไปเก็บไข่หรือไปล่าเสียเอง ทางที่ทำกันคือแยกชั้นสิทธิ์ และทำเวอร์ชันสาธารณะที่ จงใจหยาบลง เช่นปัดพิกัดเป็นตารางกิโลเมตร หรือแสดงเป็นความหนาแน่นรายพื้นที่แทนหมุดรายตัว

ผลลัพธ์ปลายทางคือชั้นข้อมูลที่เอาไปทาบกับของฝั่งเรือได้ทันที เช่นพอเอาแหล่งหญ้าทะเลไปวางทับกับเส้นทางเรือเร็วที่วิ่งประจำ แล้วเห็นว่ามันพาดผ่านกันพอดี ข้อเสนอที่ตามมาก็ไม่ใช่เรื่องดราม่าอะไร แค่ขยับร่องน้ำสองร้อยเมตร หรือกำหนดช่วงความเร็วในฤดูที่สัตว์เข้ามาหากิน

พูดจริงๆ นี่คือสิ่งที่นักดูนกทำกันมาเป็นร้อยปีแล้วนะครับ — จดว่าเจอตัวอะไร ตรงไหน กี่โมง กี่ตัว แล้วก็จดวันที่ไปนั่งรอทั้งเช้าแล้วไม่เจออะไรเลยด้วย เก็บข้อมูลชุดเดียวกัน เปลี่ยนแค่เป้าหมาย

Fusion รอบสาม — จากรายงานภาคสนาม กลายเป็นแผนที่ความเสี่ยง

แผนภาพสายงานจากข้อมูลหลายแหล่งไปสู่แผนที่ความเสี่ยงและสถิติ ด้านซ้ายเป็นกล่องแหล่งข้อมูลหกกล่องเรียงลงมา กล่องแรกคือจุดตรวจค้นพร้อมผลตรวจที่มีทั้งเครื่องหมายถูกและกากบาท กล่องที่สองคือเส้นทางเรือย้อนหลังที่หลอมแล้วจากตอนที่สาม กล่องที่สามคือเหตุการณ์ผิดปกติจากตอนที่สี่ทั้งช่วงเงียบของสัญญาณและจุดนัดพบกลางทะเล กล่องที่สี่คือรายงานภาคสนามจากแอปมือถือ กล่องที่ห้าคือข้อมูลเปิดเรื่องทะเบียนเรือและเจ้าของ กล่องที่หกคือชั้นข้อมูลสภาพแวดล้อมทั้งเขตอนุรักษ์ แนวสายเคเบิล ร่องน้ำ และลมฟ้าอากาศ ทุกกล่องมีลูกศรไหลเข้าสู่กล่องกลางที่เป็นทะเลสาบข้อมูลซึ่งเก็บของดิบไว้ตามที่มันเป็น พร้อมป้ายกำกับว่าเก็บที่มาของทุกค่า ถัดมาเป็นขั้นหลอมและจัดเรียงที่แสดงการทาบข้อมูลเข้าด้วยกันตามพื้นที่และตามเวลา แล้วแยกออกเป็นสองปลายทาง ปลายทางบนเป็นแผนที่ที่ตัดทะเลเป็นตารางหกเหลี่ยมระบายสีเข้มอ่อนตามระดับความเสี่ยง โดยมีสองแผนที่วางเทียบกัน แผนที่ซ้ายติดป้ายว่านับเหตุการณ์ดิบซึ่งแดงจัดเฉพาะบริเวณใกล้ฝั่งที่มีเรือตรวจการณ์วิ่งประจำ แผนที่ขวาติดป้ายว่าหารด้วยความพยายามในการตรวจแล้วซึ่งจุดแดงย้ายออกไปไกลฝั่ง พร้อมลูกศรชี้บอกความต่าง ปลายทางล่างเป็นแผงสถิติที่มีกราฟจำนวนการตรวจค้นต่อเดือน อัตราการพบของผิดต่อเบาะแส เวลาเฉลี่ยจากแจ้งเตือนจนถึงหน้างาน และแถบพื้นที่ที่ไม่เคยถูกตรวจเลย ด้านล่างสุดมีแถบเตือนว่าแผนที่ที่ไม่หารด้วยความพยายามคือแผนที่ความขยันของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่แผนที่ความเสี่ยง

ตอนที่ 3 เราหลอมข้อมูลจาก sensor หลายตัวที่มาพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ตอนที่ 4 เราเอา detection ที่ไม่มีชื่อไปทาบกับ track ที่มีชื่อ คราวนี้เป็นการหลอมข้ามชนิดข้อมูลและข้ามเวลา ซึ่งหลวมกว่าเยอะ แต่ก็ตอบคำถามคนละแบบ

ของที่เอามากองรวมกันได้แก่ จุดและผลของการตรวจค้น, เส้นทางเรือย้อนหลัง, เหตุการณ์ผิดปกติอย่างช่วงเงียบของสัญญาณกับจุดนัดพบกลางทะเลจากตอนที่แล้ว, รายงานภาคสนามจากแอป, ข้อมูลเปิดเรื่องทะเบียนและเจ้าของ แล้วก็ชั้นข้อมูลสภาพแวดล้อมทั้งเขตอนุรักษ์ ร่องน้ำ แนวเคเบิล และลมฟ้าอากาศ

แล้วถ้าเราเอาพวกนี้มา plot บนแผนที่ดู โดยเฉพาะ event ต่างๆ ที่เก็บได้ เราจะเห็นเรื่องราวทั้งหมดในทะเลต่อๆ กัน ข้อมุลที่ update มานอกเหนือจากที่ได้จาก sensor และสามารถร่วมด้วยช่วยกันจนจบเหตุการณ์ทางทะเลนั้นๆ ได้เลย

ท่าทำ heat map ก็บ้านๆ มาก ตัดทะเลเป็นตาราง จะเป็นสี่เหลี่ยมหรือหกเหลี่ยมก็ตามสะดวก นับว่าแต่ละช่องเกิดอะไรกี่ครั้ง แล้วระบายสี แต่มีสองข้อที่ถ้าข้ามไปจะได้แผนที่สวยๆ ที่ผิดทั้งใบ

ข้อแรก ต้องหารด้วยความพยายาม นับดิบๆ ได้แผนที่ความขยันตามที่บ่นไว้หัวข้อที่แล้ว ตัวหารที่ถูกคือจำนวนครั้งที่เข้าไปดูตรงนั้น ชั่วโมงลาดตระเวน หรือจำนวนภาพดาวเทียมที่ครอบเซลล์นั้น พอหารแล้วจุดแดงมักจะขยับออกไปไกลฝั่งกว่าเดิม ซึ่งตรงกับสามัญสำนึกว่าของผิดกฎหมายมันไปเกิดตรงที่คนไม่ค่อยไป

ข้อสอง ต้องหั่นตามเวลา heat map ก้อนเดียวที่รวมข้อมูลทั้งปีแทบไม่บอกอะไรเลย เพราะพฤติกรรมในทะเลผูกกับฤดู ลมมรสุม ข้างขึ้นข้างแรม และกลางวันกลางคืนอย่างแรง แผนที่หน้ามรสุมกับหน้าลมสงบควรเป็นคนละใบ

ส่วนสถิติที่ผู้บังคับบัญชาถามจริงๆ ไม่ใช่แผนที่สวย แต่เป็นตัวเลขไม่กี่ตัว เช่นเดือนนี้ออกตรวจกี่ครั้ง, อัตราการพบของผิดต่อหนึ่งเบาะแสที่ระบบชี้ ซึ่งเป็นตัวเดียวที่บอกตรงๆ ว่าโมเดลกับกติกาที่เราเขียนไว้ใช้ได้จริงไหม, เวลาเฉลี่ยตั้งแต่จอขึ้นแดงจนมีคนไปถึงหน้างาน และพื้นที่ที่ไม่เคยถูกตรวจเลยตลอดทั้งปี ข้อสุดท้ายนี่แหละที่มักทำให้ห้องประชุมเงียบไปพักหนึ่ง

แล้วก็ขอลากกลับไปเรื่อง Data Lake ที่ปิดท้ายตอนที่แล้ว รายงานภาคสนามคือของดิบอีกชนิดที่ต้องไหลลงทะเลสาบเป็นด่านแรก เก็บตามที่มันถูกกรอกมาจริงๆ พร้อม lineage ว่าใครกรอก เมื่อไหร่ ด้วยฟอร์มเวอร์ชันไหน ที่ต้องย้ำเพราะข้อมูลจากคนมีคุณสมบัติที่ข้อมูลจาก sensor ไม่มี — คนจำผิดได้ เข้าใจผิดได้ และโกหกได้ เพราะงั้นการเก็บว่า "ใครบอก" จึงสำคัญพอๆ กับ "บอกว่าอะไร" นักข่าวสายสืบสวนเข้าใจข้อนี้ดีกว่าหลายระบบ เพราะเขาจดตลอดว่าใครเป็นคนบอกและบอกตอนไหน แหล่งที่พูดถูกมาสิบครั้งกับแหล่งที่เพิ่งเปิดปากครั้งแรก น้ำหนักไม่เท่ากันตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเขียนแล้ว

พอเรื่องมันข้ามขอบ — IUUF ท่องเที่ยว และผลประโยชน์ชาติ

แผนภาพการต่อจิ๊กซอว์จากหลายตระกูลข่าวกรองเป็นเรื่องเดียวกัน กลางภาพเป็นรูปจิ๊กซอว์หกชิ้นที่ต่อกันเป็นภาพเรือประมงหนึ่งลำ แต่ละชิ้นระบายคนละสีและมีป้ายกำกับชื่อตระกูลพร้อมข้อความสั้นบอกว่าชิ้นนั้นให้ข้อมูลอะไร ชิ้นที่หนึ่ง IMINT ภาพดาวเทียมเรดาร์พบจุดสว่างในเขตห้ามทำการประมง ชิ้นที่สอง SIGINT ไม่มีสัญญาณระบุตัวตนทาบติดแต่ได้ยินคลื่นเรดาร์เดินเรือ ชิ้นที่สาม MASINT signature ของเครื่องส่งตรงกับที่เคยบันทึกไว้เมื่อสองปีก่อน ชิ้นที่สี่ OSINT ทะเบียนเปิดเผยว่าเรือเปลี่ยนธงสามครั้งในสองปี ชิ้นที่ห้า FININT เจ้าของจดทะเบียนที่อยู่เดียวกับอีกห้าบริษัท ชิ้นที่หก HUMINT ชาวประมงในพื้นที่รายงานผ่านแอปว่าเห็นเรือหน้าแปลกตอนกลางคืน ทุกชิ้นมีป้ายเล็กกำกับว่าชิ้นเดียวพิสูจน์อะไรไม่ได้ จากภาพจิ๊กซอว์มีลูกศรใหญ่พุ่งไปทางขวาสู่กล่องผลกระทบสี่กล่องเรียงลงมา กล่องแรกคือทรัพยากรที่มีรูปปลาลดจำนวนลงในกราฟ กล่องที่สองคือการท่องเที่ยวที่มีรูปแนวปะการังเสียหายกับชายหาดปิด กล่องที่สามคือการค้าและการส่งออกที่มีรูปตู้คอนเทนเนอร์ติดป้ายตรวจสอบย้อนกลับ กล่องที่สี่คือความมั่นคงที่มีรูปเรือประมงกับเส้นประโยงไปยังสายเคเบิลใต้น้ำ ด้านขวาสุดมีแถบแนวตั้งเขียนว่า Maritime Threat Awareness พร้อมรายการเรือสามลำเรียงตามลำดับความน่าสนใจ แต่ละลำมีแถบคะแนนความมั่นใจและปุ่มส่งต่อให้คนตัดสินใจ ไม่ใช่คำตัดสินว่าผิดหรือถูก

ลองเอาทุกอย่างในบทความนี้มาต่อกันเป็นเรื่องเดียวดู ย้ำว่าสมมติล้วนๆ อ่ะ ไม่ใช่เคสจริง

ดาวเทียม SAR รอบเช้าคืนภาพมา แล้วโมเดลชี้จุดสว่างจุดหนึ่งกลางเขตที่ห้ามทำการประมง นั่นคือชิ้นแรก เป็น IMINT ต่อมาระบบพยายามทาบกับ track ที่มีอยู่แล้วทาบไม่ติดสักลำ ตกเข้ากองที่สามที่เรียกว่า dark candidate จากตอนที่แล้ว แต่สถานี RF ชายฝั่งได้ยินเรดาร์เดินเรือดังอยู่แถวนั้นพอดี — ชิ้นที่สอง เป็น SIGINT แล้ว signature ของเครื่องส่งตัวนั้นดันเคยถูกบันทึกไว้เมื่อสองปีก่อน ตอนที่เจ้าของมันยังเปิด AIS อยู่ ชิ้นที่สามมาแล้ว เป็น MASINT

พอได้ชื่อมา ทีมก็เปิดทะเบียนสาธารณะ เจอว่าเรือลำนี้เปลี่ยนธงสามครั้งในสองปี ชิ้นที่สี่ OSINT ตามด้วยการสาวไปที่บริษัทเจ้าของ แล้วพบว่าจดทะเบียนที่อยู่เดียวกับอีกห้าบริษัทที่ถือเรือคนละลำ ชิ้นที่ห้า FININT ระหว่างนั้นชาวประมงในพื้นที่ก็ส่งรายงานเข้ามาทางแอปว่าเมื่อคืนเห็นเรือหน้าแปลกจอดอยู่แถวนั้นจริง ชิ้นที่หก HUMINT

สุดท้ายเรือตรวจการณ์ออกไปขึ้นตรวจ แล้วฟอร์มกลับมาบอกว่าเครื่องมือประมงบนเรือไม่ตรงกับที่ขออนุญาตไว้ — ชิ้นที่เจ็ดซึ่งเป็น HUMINT อีกชิ้น และเป็นชิ้นเดียวในกองนี้ที่เป็น ground truth

ประเด็นที่อยากให้จับคือ ไม่มีชิ้นไหนพิสูจน์อะไรได้ด้วยตัวเอง จุดสว่างบนภาพก็แค่จุดสว่าง เปลี่ยนธงสามครั้งก็ไม่ผิดกฎหมาย จดที่อยู่ซ้ำกันก็ไม่ผิด ชาวประมงอาจจำวันผิด แต่พอเจ็ดชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน มันกลายเป็นเหตุผลที่ดีพอจะส่งเรือออกไปหนึ่งเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการจากระบบจริงๆ

ของที่ระบบชี้เป้าอยู่ในเคสข้างบนเขาเรียกรวมๆ ว่า IUUF ย่อจาก Illegal, Unreported and Unregulated Fishing สามคำนี้ไม่เหมือนกันนะครับ — Illegal คือทำสิ่งที่กฎหมายห้ามตรงๆ เช่นไม่มีใบอนุญาตหรือเข้าเขตหวงห้าม, Unreported คือจับแล้วไม่แจ้ง หรือแจ้งน้อยกว่าที่จับจริง ซึ่งทำให้ตัวเลขที่ใช้คำนวณโควตาทั้งประเทศเพี้ยนไปหมด, ส่วน Unregulated คือทำในพื้นที่หรือด้วยเรือที่ไม่มีกติกาครอบ เช่นเรือไร้สัญชาติในทะเลหลวง

แล้วทำไมคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการทะเลต้องสนใจ เพราะมันไม่ได้จบที่ปลา

  • ทรัพยากร ปลาที่ถูกจับเกินวันนี้คือรายได้ของคนรุ่นถัดไป และตัวเลขที่เพี้ยนจากการไม่รายงานทำให้การวางโควตาผิดไปทั้งระบบ เหมือนทำ capacity planning จาก log ที่หายไปครึ่งหนึ่ง
  • ท่องเที่ยว เครื่องมือประมงทำลายล้างกับการทิ้งของเสียกลางทะเลกระทบแนวปะการังและชายหาดโดยตรง หาดที่ปิดหนึ่งฤดูเพราะคราบน้ำมันจากการถ่ายน้ำมันลำต่อลำ สร้างความเสียหายมากกว่าค่าปรับของเรือลำนั้นหลายเท่า และคนที่เจ็บคือร้านอาหารกับเรือนำเที่ยวที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
  • การค้าและการส่งออก ตลาดปลายทางหลายแห่งเริ่มบังคับให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าปลาล็อตนี้จับจากไหน เรือลำไหน ใบอนุญาตอะไร ถ้าระบบของประเทศตอบไม่ได้ ผลกระทบไม่ได้ลงที่เรือลำที่ทำผิด แต่ลงที่ผู้ส่งออกทั้งอุตสาหกรรม
  • ความมั่นคง เรือประมงที่ไปโผล่ในที่แปลกๆ พร้อมกันเป็นกอง หรือเรือที่วนอยู่เหนือแนวสายเคเบิลนานผิดปกติ คือเรื่อง gray zone ที่เล่าไว้ตอนที่แล้วเป๊ะ ซึ่งใช้ฉากหน้าเป็นงานประมงได้เนียนที่สุด

ทั้งหมดนี้คือสะพานไปยังเสาที่สองของ MDA คือ Maritime Threat Awareness และผมอยากให้เข้าใจตรงกันว่ามันไม่ใช่กล่องดำที่พ่นคำตอบว่าเรือลำนี้ผิด สิ่งที่มันทำจริงๆ คือ จัดคิว ว่าเรือตรวจการณ์ลำที่ว่างอยู่ตอนนี้หนึ่งลำ กับเป้าน่าสงสัยสี่สิบเป้า ควรไปหาใครก่อน โดยบอกด้วยว่าเพราะอะไรและมั่นใจแค่ไหน

ระบบยกมือ คนตัดสิน กฎข้อนี้ใช้มาตั้งแต่ตอนที่ 1 และจะไม่เปลี่ยนไปจนจบซีรีส์

สรุป — sensor ตอบว่าอะไร คนตอบว่าใคร

ถ้าจะเก็บกลับบ้านข้อเดียวจากตอนนี้ เลาขอข้อนี้ครับ — sensor ทั้งกองตอบได้แค่ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน ส่วนคำว่าใครกับทำไม ต้องไปเอามาจากทะเบียน เอกสาร และคน และตลกดีตรงที่ตระกูลซึ่งถูกที่สุดในระบบกับตระกูลที่แพงที่สุดในระบบ ดันเป็นตระกูลเดียวกัน คือ HUMINT — ถูกเพราะคนอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว แพงเพราะทุกครั้งที่ส่งคนไปหาคำตอบ มีชีวิตคนอยู่ในสมการนั้นด้วย

ความผิดพลาดที่เห็นบ่อยสุดในโครงการแนวนี้คือทุ่มงบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ไปกับ sensor และจอ เหลืออีกสิบเปอร์เซ็นต์ให้ช่องกรอกฟอร์มที่คนหน้างานต้องใช้ทุกวัน แล้วก็มาแปลกใจกันตอนปลายปีว่าทำไมไม่มีข้อมูลภาคสนามให้เอามาหลอมเลยสักแถว

สามกฎที่อยากให้ติดไปด้วย

  • บันทึกตอนไม่เจอด้วย ไม่งั้นได้แผนที่ความขยัน ไม่ใช่แผนที่ความเสี่ยง
  • เก็บว่าใครบอก ไม่ใช่แค่บอกว่าอะไร เพราะข้อมูลจากคนมีความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน และความขัดแย้งระหว่างแหล่งคือของมีค่า ไม่ใช่ของเสีย
  • ฟอร์มที่กรอกยากเท่ากับข้อมูลมั่ว ไม่ใช่ข้อมูลน้อย ซึ่งอย่างหลังแก้ง่ายกว่าเยอะ

ตลกตรงที่สามข้อนี้ไม่มีข้อไหนต้องใช้เทคโนโลยีเลยสักข้อ สมุดปกอ่อนกับดินสอก็ทำได้ มันเป็นเรื่องวินัยในการจดล้วนๆ ระบบจะแพงแค่ไหน ถ้าข้ามสามข้อนี้ไป สิ่งที่ได้คือฐานข้อมูลก้อนใหญ่ที่ตอบคำถามของคนทำงานไม่ได้สักข้อ

ใครเคยทำแอปเก็บข้อมูลภาคสนามแบบ offline-first มาบ้าง เจอปัญหา sync ท่าไหนกันบ้าง หรือใครเคยออกแบบฟอร์มให้คนหน้างานใช้แล้วโดนตีกลับรอบแรก มาเล่าสู่กันฟังได้เลย ผมว่าเรื่องพวกนี้สนุกกว่าเรื่อง sensor อีกนะ

ตอนที่ 6 จะเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ IORIS ในตอนนี้เป็นแค่ตัวอย่างเดียว ของจริงมีทั้งมาตรฐานข้อมูลที่ต้องตกลงกัน สิทธิ์ที่ต้องคุมให้ได้ ความไว้ใจที่สร้างกันเป็นสิบปี และคำถามที่ตอบยากที่สุดข้อหนึ่งของงานสายนี้ คือให้ข้อมูลเขาไปแล้วเราได้อะไรกลับมา